2008/Feb/05

movie list 18 เรื่อง จาก boxset แม่สาย (กล่องสีขาว รูปเด็กหญิง ใหญ่เบ้อเร่อ)
1. whisper of the heart มีแล้ว
2. princess mononoke มีแล้ว
3. prince of the sun
4. nausicaa of the vally of wind มีแล้ว
5. kiki ‘s delivery service มีแล้ว
6. panda go panda
7. laputa : castle in the sky
8. my neighbor toroto มีแล้ว
9. gauche the ceilist
10. ocean waves
11. grave of the fireflies มีแล้ว
12. Lupin III : Castle of Cagliostro
13. porco rosso
14. pom poko มีแล้ว
15. only yesterday มีแล้ว
16. the cat returns มีแล้ว
17. spirited away มีแล้ว
18. howl ‘s moving castle มีแล้ว

2008/Jan/25

วันนี้ไปขายของมาอีกแล้ว สำหรับของที่เตรียมไปขายวันนี้เป็นชมพู ขาว เหลือง

ยอดทะลุเป้า อิอิ 550 รำๆๆๆๆๆ

กำจัดเสื้อผ้าได้ได้ดังนี้

ลูกค้ารายแรกซื้อเสื้อโปโลสีขาวของออฟฟิศเก่าหนึ่งตัว 50 บาท

รายที่สองซื้อเสื้อไรจำไม่ได้ตัวนึง 50 บาท

รายทีสามซื้อแซกยีนส์กับกระโปรงสีครีมกับลายทางชมพูทั้งหมดสามตัว 200 บาท

รายที่สี่ เด็กน้อยซื้อเข็มขัดไปสองเส้น 50 บาท

รายที่ห้า คุณพี่หน้าหมวยซื้อเข็มขัดไปเส้นนึง 25 บาท

รายที่หก ขายหมวกสีชมพูไปได้หนึ่งใบ 50 บาท

รายที่เจ็ด เจ๊ฮ่องกงเข็มขัดหนึ่งเส้น เสื้อยืดสีขาว 75 บาท

รายที่แปด เสื้อยืดสีม่วง aIIz ที่ไม่คิดว่าจะขายได้หนึ่งตัว 50 บาท

สิริรวมมูลค่าเงินที่หาได้ 550 บาทเย้เยทะลุเป้า

วันนี้กำจัดเสื้อผ้าไปได้ 6 ตัวเข็มขัด 4 เส้น กับหมวกหนึ่งใบ

2008/Jan/23

เห็นใครๆเค้าเขียนกันก็เลยมาเขียนมั่ง
ชั้นไปดูมาแล้ว แต่...
จะผิดไหมถ้าจะบอกว่าชั้นไม่อินกับ across the universe

เพราะอะไรก็ไม่รู้ คาดหวังมากไปก็ไม่นะ หรือว่าโฟกัสผิดที่รึเปล่า ไม่งั้นก็คงเฉยๆกับความ surreal ของมัน เพราะปกติชั้นก็ surreal อยู่แล้ว ฮาๆๆๆ หรือว่ากูโง่ดูแล้วไม่เกตก็เป็นได้ กรณีนี้ก็จะโทษว่าหนังแม่งอินดี้มาก ทำให้แฟนละครหลังช่อง 7 อย่างกูดูแล้วไม่เข้าใจ อิอิ

=====ความรู้สึกตอนเดินออกจากโรงเหรอ=====
ถ้าเปรียบเทียบกับหนังเพลงก่อนหน้านี้ที่ชั้นดู hairspray แม่งโคตรแจ่มใสเลยวะ ปลื้มมากแบบนั่งดูเครดิตท้ายจนจบ แล้วก็เดินออกจากโรงมาด้วยความรู้สึกว่าร่างกายมีพลัง ชีวิตสดใส อยากเต้นแร้งเต้นกา ทำอะไรต่อไปให้โลกนี้สดใส

ในขณะที่พอชั้นดู across the universe จบ อืม... ก็เฉยๆ โหวงๆ และคิดอยู่แค่ว่า อ๋อ นี้ถ้าไม่มีฉากสุดท้ายที่ร้องเพลงบนตึก all u need is love ถ้าแม่งจู๊ดไม่มาร้องเพลงบนตึก กูคงคิดไม่ได้ว่านี้คือตีมใช่ไหม ฮาๆๆๆๆ ทำไมชีวิตจู๊ดมันอินดี้ขนาดนี้ฟะ และที่สำคัญคือชั้นไม่ได้รู้สึกอิ่มเอมอะไร กับความรักของมัน(หมายถึงจู๊ดกับลูซี่) เพราะชั้นยังไม่เข้าใจเลยว่าแล้วแม่งรักกันตรงไหนเหรอ นอกจากมีเซ็กส์กันแล้วอ่ะ ยังไม่ค่อยเห็นมุมอื่นเลย เข้าไม่ถึงชีวิตของจู๊ดอ่ะ

ในขณะที่ เพลง all u need is love ในหนัง love actually ทำให้ชั้นอิ่มเอมได้มากกว่า เพราะหนังแม่งฟูลฟิลกูด้วยความรักไปทั้งเรื่อง ในรูปแบบที่กูไม่มีวันจะได้เจอในชีวิตจริงซะด้วย

=====ความรู้สึกตอนดู หรือสิ่งที่ทำกูจูนเอ้าท์กับเรื่องตลอดเวลา=====
มีหลายครั้งมาที่ดูแล้วจูนเอ้าท์ ไม่รู้เป็นไรเป็นคนชอบคิดเชื่อมโยงกับประสบการณ์ตัวเองอ่ะ อยู่ดีๆดูๆแล้วมันก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเจอ แล้วก็จูนเอ้าท์กะเรื่องซะงั้น จะเล่าแบบไม่เรียงนะ เช่น

- ฉากที่จู๊ดกับลูซี่ออกไปประท้วงแล้วที่มีคนเชิดหุ่นด้วยอ่ะ เห็นปุ๊บกูก็จูนเอ้าท์ทันทีเพราะนึกถึงหุ่นเพื่อนกินที่กิฟท์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆกูมันเชิด แล้วหน้าอีนม โจ๊ก กุ๊กไก่ ที่แต่งหน้าขาวเว่อร์ก็ลอยขึ้นมา พร้อมหน้าตาหุ่นตัวใหญ่ๆโก๊ะกังโก๊ะกังหน่อย จูนเอ้าจริงๆ มิหน่ำซ้ำอีหุ่นนี้ยังโผล่มาในฉากละครสัตว์อีก จูนเอ้าท์กำลังสอง

- ฉากละครสัตว์ที่มีหัวหน้าคณะอ่ะ แม่งเหมือนพี่เบิร์ดมากๆ แล้วไม่รู้ทำไมอยู่ดีดีหน้าครูเฟี๊ยตก็ลอยขึ้นมาในฉากนี้ ชั้นคงนึกถึงสัตบุรุษมั้ง

- ฉากเปิดตัวของพรีเดนท์ ที่สนามกีฬาน่ะ อื้อหืม ดูแล้วแทบอยากจะเล่นรมณ์ตามบ้าง อยู่ดีดีเล่นเปิดมางี้ชั้นจะไปรู้ได้ไงว่าเธอเป็นใคร แต่ชั้นไม่สน เพราะชั้นก็จะร้องเพลงเล่นรมณ์ตามเธออยู่ในใจ แบบว่าอยากไปเดินเล่นแถวสนามกีฬาหัวหมากบ้างเลยเชียว ถ้าไม่กลัวลูกบอลปาใส่หน้า ฮาๆๆๆๆ

- ส่วนฉากที่เลื่องลือกันสตรอเบอร์รี่ฟิล ดูแล้วคิดถึงนี่เลย ผลงานศิลปะใต้เตียงของกู จากวิชา visual ที่ครูอุ๋ยสอน คือแบบว่าก็เล่นรมณ์ศิลปินไป ปาดๆมั่วๆมีอินเนอร์หน่อยๆอารมณ์เยอะๆ จริงๆคืออยากทำไรก็ทำไปเห๊อะ ตอนพรีเซ้นท์น่ะ แถออกมาให้มันแบบเข้าใจยากๆไว้ละกัน ติสๆอ่ะ แต่ผลงานของจู๊ดก็สวยดีนะ เพิ่งรู้ว่าสตรอเบอร์รี่มีน้ำสีแดงสดขนาดนั้น เอ๊ะ หรือว่าเป็นเอฟเฟคอ่ะ

สรุปคือชั้นไม่รู้ว่าหนัง surreal เป็นไง สำหรับตัวชั้นก็ต้องศึกษากันต่อไป
แต่เท่าที่ชั้นเข้าใจในตอนนี้ถ้าเป็นหนัง weirdๆ แบบนี้ ชั้นชอบของ Tim Burton มากกว่า
ไม่ก็ของ Hayao Miyazaki ชั้นชอบแบบนั้นมากกว่าอ่ะ เหวี่ยงความจริงให้หลุดไปสุดๆไปเลย

แต่ชั้นขอชมในความพยายามในการนำเพลงของ beatle มาร้อยเรียงต่อกันให้เป็นเรื่อง
ดูแล้วเพลิดเพลินมาก จะดีมากถ้ามีคาราโอเกะภาษาอังกฤษให้ร้องตามด้วย

นึกออกแล้วว่าหนังเรื่องนี้ขาดความอะไร
สำหรับชั้นนะ ถ้ามันเป็นหนังแบบรัก romantic อ่ะ ชั้นว่ามันขาดความเสี่ยวอ่ะ
ความเสี่ยวในความหมายของชั้นคือแบบไม่ได้แย่นะ แต่เสี่ยวแล้วมันจี๊ดใจอ่ะ
เช่น ฉากสุดท้ายอ่ะ ที่พระเอกร้อง all u need is love บนดาดฟ้า แล้วนางเอกขึ้นไปหาอีกตึกนึง หยั่งงี้ค่อยโอเคหน่อย แต่แบบได้อีกๆ มาเยอะๆดิ ชั้นชอบอะไรแบบนี้
อย่ามากั๊กๆ รำคาญ ชั้นเป็นคนขี้ obsess นะ มีอะไรดีดีก็ให้ดูนานๆหน่อย